Friday, October 9, 2026
  • Login
No Result
View All Result
ข่าวธุรกิจประเทศไทย
  • ข่าวทั่วไป
  • ท่องเที่ยว
  • การเงิน
    • คริปโทเคอร์เรนซี
    • หุ้น
  • ธุรกิจ
  • บริษัท
  • เศรษฐกิจ
  • ประชาสัมพันธ์
    • Media OutReach Newswire ไทย
    • ประชาสัมพันธ์ PR Newswire
  • จีน
  • เทคโนโลยี
  • ข่าวทั่วไป
  • ท่องเที่ยว
  • การเงิน
    • คริปโทเคอร์เรนซี
    • หุ้น
  • ธุรกิจ
  • บริษัท
  • เศรษฐกิจ
  • ประชาสัมพันธ์
    • Media OutReach Newswire ไทย
    • ประชาสัมพันธ์ PR Newswire
  • จีน
  • เทคโนโลยี
No Result
View All Result
ข่าวธุรกิจประเทศไทย
  • ข่าวทั่วไป
  • ท่องเที่ยว
  • การเงิน
  • ธุรกิจ
  • บริษัท
  • เศรษฐกิจ
  • ประชาสัมพันธ์
  • จีน
  • เทคโนโลยี
สนับสนุนโดย Exness

สงครามการค้าในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อตลาดเอเชียอย่างไร และสิ่งที่เทรดเดอร์ควรคาดหวังมีอะไรบ้าง

มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่ทวีความรุนแรงขึ้นและความขัดแย้งทางการค้าที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องนี้จะพลิกโฉมกลยุทธ์และความผันผวนของตลาดในเอเชียอย่างไร

by ประชาสัมพันธ์ไทย
July 7, 2025
in การธนาคาร, การเงิน, ประชาสัมพันธ์
Reading Time: 2 mins read
A A
สงครามการค้าในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อตลาดเอเชียอย่างไร และสิ่งที่เทรดเดอร์ควรคาดหวังมีอะไรบ้าง
Share on Linkedin

มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่ทวีความรุนแรงขึ้นและความขัดแย้งทางการค้าที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องนี้จะพลิกโฉมกลยุทธ์และความผันผวนของตลาดในเอเชียอย่างไร

บทวิเคราะห์ตลาดโดย คุณกฤษดา อยู่ในศีล นักกลยุทธ์ตลาดการเงินของ Exness

ADVERTISEMENT

ภัยคุกคามจากสงครามการค้าในอดีต กลายเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ มีการออกกฎหมายภาษีศุลกากรสหรัฐฯ ส่งแรงกระเพื่อมไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยตลาดเอเชียถือเป็นศูนย์กลางของความวุ่นวายครั้งนี้ สำหรับเทรดเดอร์และนักลงทุนแล้ว การรับมือกับความผันผวนระลอกใหม่นี้จำเป็นต้องใช้ 3 สิ่ง ได้แก่ การทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทันที วิธีการเชิงยุทธ์ศาสตร์ในการลดความเสี่ยง และประเด็นสุดท้าย คือการเปิดรับโอกาสที่อาจเป็นไปได้แม้ในสถานการณ์ไม่แน่นอน

สรุปรายละเอียดเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ตลาดหุ้นเอเชียตอบสนองอย่างฉับไวต่อการจัดเก็บและการปรับขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ การประกาศล่าสุด เช่น การปรับขึ้นภาษีศุลกากรสองเท่าสำหรับเหล็กและอะลูมิเนียม ส่งผลให้ตลาดต่างๆ อย่างฮ่องกง โตเกียว ซิดนีย์ และสิงคโปร์ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต ดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกง และดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นต่างประสบกับภาวะดิ่งฮวบ โดยฮั่งเส็งลดลงกว่า 13% และ Nikkei ลดลง 7.8% โดยเฉพาะในวันที่มีความผันผวน ซึ่งนักวิเคราะห์บางคนอธิบายสถานการณ์นี้ว่า “การนองเลือด” 

นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะจุด แต่สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่จะเกิดความผันผวนที่สูงขึ้นและความกังวลของนักลงทุนในวงกว้าง เมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 การดำเนินกิจกรรมในภาคโรงงานซบเซาเนื่องจากภาษีศุลกากรสหรัฐฯ และความต้องการในประเทศจีนที่ลดลงก่อให้เกิดความเสียหายอย่างหนักต่อบริษัทต่างๆ เป็นการแต้มจุดด่างพร้อยแก่ภาพลักษณ์ของภูมิภาคที่ขึ้นชื่อว่ามีการตลาดโตอย่างรวดเร็ว

หัวใจของปัญหาคือการที่เอเชียพึ่งพาการส่งออกเป็นหลักโดยเฉพาะการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ศูนย์กลางการผลิตในประเทศต่างๆ อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม กัมพูชา ไทย และจีนต่างเผชิญกับปัจจัยลบที่เป็นอุปสรรคในการเติบโตทางเศรษฐกิจ ภาษีศุลกากรซึ่งมีตั้งแต่ 10% ถึงสูงสุด 54% (สำหรับประเทศจีน) สำหรับสินค้าประเภทต่างๆ รวมถึงสิ่งทอและยานยนต์ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศเหล่านี้ 

แม้ว่าจะมีการยุติสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เป็นการชั่วคราว ซึ่งเห็นได้จากการที่สหรัฐฯ ยินยอมปรับลดภาษีศุลกากรจากการนำเข้าสินค้าจากจีนจากเดิม 145% เป็น 30% และจีนมีการปรับลดเป็นการแลกเปลี่ยน ทำให้สถานการณ์ผ่อนคลายและนำมาซึ่งการปรับขึ้นของราคาในตลาดเอเชีย ชี้ให้เห็นถึงความอ่อนไหวของตลาดเอเชียต่อการพัฒนาด้านการค้า อย่างไรก็ตาม ภาวะตึงเครียดดังกล่าวและการปรับขึ้นภาษีศุลกากรในยุคใหม่ที่เป็นไปในลักษณะ “ถาวร” ชี้ให้เห็นว่าภาวะผ่อนคลายดังกล่าวอาจจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว ความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจจีนถูกระบุว่าเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดความผันผวนในตลาดหุ้นเอเชีย

เผชิญหน้าความท้าทาย กลยุทธ์สำหรับเทรดเดอร์

ในภาวะที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นนี้ การรอรับมืออย่างเดียวไม่เพียงพอ เทรดเดอร์จำเป็นต้องวางกลยุทธ์ที่หลากหลาย โดยต้องมองให้ไกลกว่าแค่สินทรัพย์เดิมๆ และทำความเข้าใจลักษณะเฉพาะของสินทรัพย์ทางเลือกด้วย

RelatedPosts

TransPak นำความเชี่ยวชาญด้านบรรจุภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์มาสู่ประเทศไทยด้วยโรงงานใหม่

SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.2% ในปี 2026 และ 2.1% ในปี 2027

LX Pantos Thailand เปิดสำนักงานในกรุงเทพฯ ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ

คลับเมดแหวกแนวบนเกาะสมุย: รีสอร์ทเอ็กซ์คลูซีฟแห่งแรกในประเทศไทย

การกระจายความเสี่ยงโดยการลงทุนในดัชนีและกลยุทธ์ที่มีมูลค่า

วิธีการพื้นฐานอย่างหนึ่งในการจัดการความเสี่ยงและความผันผวนสูงก็คือการกระจายความเสี่ยง และดัชนีตลาดหุ้นก็ปูทางไว้ให้เราสามารถทำวิธีการนี้ได้สำเร็จ ดัชนีคือกลุ่มก้อนของหุ้นที่สามารถกระจายความเสี่ยงที่มีลักษณะเฉพาะของบริษัทต่างๆ

ดัชนีเอเชียหลักๆ ที่ควรจับตา ได้แก่

  • NIFTY 50 (อินเดีย): ครอบคลุม 50 บริษัทใหญ่ที่ จาก 14 ภาคส่วนในตลาดหุ้นของอินเดีย สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจอินเดีย
  • Nikkei 225 (ญี่ปุ่น): ดัชนีราคาหุ้นของ 225 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว โดยมีน้ำหนักมากในกลุ่มอุตสาหกรรมส่งออก เนื่องจากญี่ปุ่นได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้ารถยนต์ของสหรัฐฯ ทำให้ต้องติดตามดัชนีตัวนี้อย่างรอบคอบ
  • ดัชนีฮั่งเส็ง (ฮ่องกง): ติดตามบริษัทรายใหญ่ที่สุด 50 แห่งในตลาดหุ้นฮ่องกง ดัชนีตัวนี้มักถูกมองว่าเป็นเครื่องวัดความเชื่อมั่นต่อจีนและภูมิภาคเอเชียในวงกว้าง แสดงให้เห็นถึงความอ่อนไหวต่อข่าวการค้าอย่างมีนัยสำคัญ
  • ดัชนี Straits Times (สิงคโปร์): ประกอบด้วยบริษัทชั้นนำ 30 แห่งซึ่งจะเน้นบริษัทด้านการเงิน อสังหาริมทรัพย์ และโทรคมนาคมเป็นหลัก
  • KOSPI (เกาหลีใต้): เศรษฐกิจเกาหลีใต้พึ่งพาการส่งออกเช่นเดียวกับญี่ปุ่น โดยเฉพาะการส่งออกรถยนต์และเทคโนโลยี ทำให้ดัชนีหลักของประเทศเปราะบางต่อภาษีศุลกากร
  • ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต (จีน): ติดตามหุ้น A และ B ทั้งหมดในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ และเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญสำหรับตลาดจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากภาษีศุลกากรและมาตรการค้าปลีกของสหรัฐฯ

แม้ว่าดัชนีเอเชียหลักๆ เหล่านี้จะเป็นเส้นทางสายหลักในการกระจายความเสี่ยงแบบเดิมๆ แต่ความไม่มั่นคงของเศรษฐกิจมหภาค อย่างสงครามการค้าที่จำเป็นต้องมีการจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบ ก็อาจส่งผลกระทบต่ออินดิเคเตอร์ของตลาดที่สำคัญเหล่านี้ได้เช่นกัน

ตัวอย่างเช่น ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปรับตัวขึ้น 0.21% สู่ระดับ 3,387 จุด เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2568 ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่สองในรอบสัปดาห์ ความเคลื่อนไหวที่ว่านี้เกิดขึ้นในขณะที่ความเชื่อมั่นของตลาดกลับมาเป็นบวกหลังจากที่ธนาคารกลางจีนประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ครั้งแรกในรอบ 7 เดือน ซึ่งเป็นมาตรการที่ต้องการส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจและลดแรงกระแทกจากความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับด้านการค้า เหตุการณ์นี้จะบ่งบอกถึงความเคลื่อนไหวของราคาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหรือไม่ เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์  

ในสถานการณ์ที่ระบบการเงินและตลาดการเงินต้องประสบกับความผันผวนเช่นนี้ นักลงทุนมักมองช่องทางการลงทุนที่ไม่ใช่เพียงแค่สินทรัพย์แบบเดิมๆ การมองหาเครื่องมือทางการเงินทางเลือกที่มีมูลค่าหรือมีความเสี่ยงต่ำ ทำให้มองเห็นตัวเลือกลงทุนแบบกระจายศูนย์ เช่น คริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งมีลักษณะที่แตกต่างและมีศักยภาพในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจทั่วโลก

Bitcoin ลดความเสี่ยงแบบกระจายศูนย์
ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจมหภาคไม่มีความแน่นอน นักลงทุนมักมองหาสินทรัพย์ที่ไม่ใช่สินทรัพย์เดิมๆ Bitcoit มีลักษณะแบบกระจายศูนย์ จึงมักมีการชักชวนกันให้ลงทุนเนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่อ่อนไหวน้อยต่อการเปลี่ยนแปลงของนโยบายโดยตรงของรัฐบาล เว้นแต่ว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้พุ่งเป้ามาที่คริปโตเคอร์เรนซีโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ดังกล่าวยังมีอะไรที่ซับซ้อนกว่านั้น 

สงครามการค้าอาจนำไปสู่ความเสี่ยงหลายประการสำหรับ Bitcoin

ความผันผวนที่เพิ่มขึ้นและหันไปซื้อสินทรัพย์ที่ปลอดภัยมากกว่า: หากสงครามการค้าเป็นชนวนให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก นักลงทุนอาจหนีจากสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงกว่า รวมถึง Bitcoin ไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า อาทิ เงินสดหรือพันธบัตรรัฐบาล เป็นต้น แทนที่จะทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ราคา Bitcoin อาจร่วงไปพร้อมกับอิควิตี้ อันที่จริงสงครามภาษีศุลกากรสหรัฐฯ ได้ก่อให้เกิดความผันผวนในตลาดคริปโตมาอยู่แล้ว โดยราคา Bitcoin ลดลงมาก่อนที่จะดีดตัวกลับอีกครั้ง เริ่มแรกเมื่อสงครามการค้าเกิดขึ้นเมื่อเดือนมกราคม 2568 ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ของ Bitcoin กับอิควิตี้เป็นไปในทางลบ แต่เมื่อความเชื่อมั่นในภาวะความเสี่ยงสูงมีมากขึ้น ความสัมพันธ์นี้ก็ดีดตัวขึ้นมา

การกลั่นกรองทางกฎหมาย: รัฐบาลที่เข้ามามีส่วนร่วมในความขัดแย้งทางการค้าอาจทำให้การควบคุมการไหลของเงินข้ามพรมแดนมีความรัดกุมมากขึ้น โดยมีความเป็นไปได้ที่จะพุ่งเป้าไปที่คริปโตเคอร์เรนซีเพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรหรือเงินทุนไหลออก

ผลกระทบต่อการขุดเหมือง: สงครามการค้าอาจทำให้ห่วงโซ่อุปทานสำหรับฮาร์ดแวร์การขุดเหรียญที่จำเป็นหยุดชะงัก เช่น GPU และชิป ASIC ซึ่งส่วนใหญ่มักผลิตในต่างประเทศ ภาษีศุลกากรสำหรับชิ้นส่วนเหล่านี้อาจเพิ่มต้นทุนให้นักขุดเหมือง ทำให้กำไรลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบวกกับความผันผวนของราคา Bitcoin และความยากขในการขุดที่เพิ่มขึ้น ยกตัวอย่าง มีรายงานว่านโยบายด้านการค้าสหรัฐฯ ล่าสุดทำให้ “ราคาแฮช” หรือรายได้จากการขุดต่อกำลังประมวลผล ลดฮวบเป็นประวัติการณ์ที่ 40 – 50 ดอลลาร์ต่อเพต้าแฮชต่อวินาที (PH/s) เนื่องจากการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าของจีน รวมถึงฮาร์ดแวร์การขุดเหรียญด้วย

ถึงแม้จะมีความเสี่ยงอย่างที่กล่าวมาข้างต้น Bitcoin กลับแสดงให้เห็นความสามารถในการฟื้นตัว โดยสามารถทรงตัวหรือฟื้นตัวได้ ในขณะที่สินทรัพย์แบบเดิมๆ ยังมีสะดุดในช่วงภาวะชะงักจากนโยบายการค้า ความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนานของ Bitcoin กับอิควิตี้และทองคำมีความผันผวนขึ้นๆ ลงๆ บ่งชี้ว่า Bitcoin มีความเป็นอิสระระดับหนึ่ง

ในอดีต บิตคอยน์แสดงปฏิกิริยาต่อเหตุการณ์สงครามการค้าอย่างหลากหลาย ตัวอย่างเช่น ในช่วงระยะแรกๆ ของความตึงเครียดด้านภาษีศุลกากรระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ราคา Bitcoin ลดฮวบกว่า 13% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในอิควิตี้ในช่วงที่ตลาดมีความเสี่ยงสูง ล่าสุด การผ่อนคลายความตึงเครียดทางการค้า เช่น การพักภาษีศุลกากรระหว่างสหรัฐฯ-จีนเมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 ตรงกับช่วงเดียวกับที่ Bitcoin มีการปรับขึ้นราคาเกิน 105,000 ดอลลาร์ ในขณะที่อิควิตี้ก็ปรับขึ้นด้วยเช่นกัน ชี้ให้เห็นว่าช่วงเวลาที่ Bitcoin มีการเคลื่อนไหวพร้อมกับหุ้นแต่ยังสามารถแยกตัวออกมาตามปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาคได้

สิ่งสำคัญที่ทำให้ยืนยันได้ว่า Bitcoin เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยนั้น เป็นเพราะ Bitcoin สามารถรักษาความสัมพันธ์ในระดับต่ำกับอิควิตี้ไว้ได้โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยนโยบายกีดกันทางการค้าและความไม่แน่นอน ในระยะสั้น ภาษีศุลกากรสหรัฐฯ ที่สูงขึ้นอาจส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น การเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ และความผันผวนใน Bitcoin ที่สูงขึ้น ส่วนในระยะยาว บทบาทของ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำอาจแข็งค่าขึ้น หากนโยบายภาษีศุลกากรนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อยาวนาน

น้ำมัน ตัวขับเคลื่อนทางเลือก

ตลาดน้ำมันได้รับผลกระทบอย่างมากจากสงครามการค้าในรูปแบบที่ซับซ้อนเช่นเดียวกัน ความตึงเครียดทางการค้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐฯ กับจีน (ผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ที่สุดอันดับสองของโลก) อาจทำให้ตัวเลขการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกลดลง นำไปสู่ความต้องการน้ำมันที่ลดลงและราคาที่ต่ำลง

สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้ปรับลดการคาดการณ์การเติบโตของอุปสงค์น้ำมันทั่วโลกประจำปี 2568 โดยอ้างอิงจากผลกระทบของภาษีจากสหรัฐฯ และมาตรการตอบโต้จากประเทศคู่ค้า โดยคาดการณ์การเติบโตช้าที่สุดในรอบห้าปี ราคาน้ำมันดิบร่วงลงก่อนหน้านี้อย่างมีนัยสำคัญหลังจากจีนประกาศเก็บภาษีตอบโต้ ด้วยกังวลว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนอาจกระตุ้นให้เกิดการร่วงลงของราคาน้ำมันทั่วโลก 

เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้นขอเรียนชี้แจงว่า ขณะนี้ IEA คาดการณ์ตัวเลขความต้องการน้ำมันทั่วโลกประจำปีเพิ่มขึ้นเพียง 730,000 บาร์เรลต่อวันสำหรับปี 2568 ปรับลดลง 300,000 บาร์เรลต่อวันจากการประเมินก่อนหน้านี้อันเนื่องจากความตึงเครียดทางการค้าที่มากขึ้น ฟิวเจอร์สน้ำมันดิบเบรนท์ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 64 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อต้นเดือนเมษายน 2568 ลดลง 12% นับตั้งต้นปีจนถึงปัจจุบันและอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบสี่ปี

หากประธานาธิบดีทรัมป์กลับมาเดินหน้าผลิตน้ำมันในประเทศตามคำมั่น กลุ่มเทรดเดอร์บางส่วนอาจมองเห็นโอกาสจากซัพพลายล้นตลาด ซึ่งจะกดดันราคาน้ำมันให้ลดลงต่อไป

อย่างไรก็ตาม IEA กล่าวว่า แม้ว่าจะมีการเรียกร้องเชิญชวนด้วยสโลแกน “drill baby drill” แต่กิจกรรมในภาคน้ำมันของสหรัฐฯ อาจลดลงอันเนื่องจากผลกระทบจากภาษีศุลกากรและราคาที่ต่ำลง บทวิเคราะห์สำหรับตลาดน้ำมันปี 2568 มีการนำเสนอในลักษณะที่ไม่สอดคล้องกัน ด้วยมีความไม่แน่นอนจากการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายของสหรัฐฯ ที่อาจมีขึ้นรวมถึงผลกระทบจากความไม่แน่นอนดังกล่าวทั้งต่ออุปสงค์และอุปทาน

คาดว่าความวุ่นวายจะดำเนินต่อไป

สงครามการค้าที่กำลังเกิดขึ้นเป็นสัญญาณบอกถึงช่วงเวลาของความไม่แน่นอนที่ยืดเยื้อสำหรับตลาดหุ้นเอเชีย แม้การเจรจาอาจทำให้สถานการณ์คลี่คลายได้ชั่วคราว แต่ความขัดแย้งในเชิงโครงสร้างและท่าทีที่เน้นกีดกันทางการค้าชี้ว่า ความผันผวนจะยังไม่จบลงง่ายๆ ประเทศเศรษฐกิจในเอเชียซึ่งมีการพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ยังคงมีความเปราะบางโดยเฉพาะต่อการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และภาษีศุลกากรเหล่านี้อาจนำไปสู่การชะลอตัวของเศรษฐกิจทั่วโลกเป็นวงกว้าง

เทรดเดอร์จะต้องมีความยืดหยุ่น ติดตามข้อมูลข่าวสาร และวางกลยุทธ์ให้หลากหลาย แม้การเลือกลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยแบบเดิมจะยังใช้ได้อยู่ แต่การพิจารณาทางเลือกใหม่ เช่น ฺBitcoin หรือสินค้าโภคภัณฑ์อย่างน้ำมัน ก็อาจเป็นแนวทางที่ช่วยฝ่าคลื่นเศรษฐกิจยุคสงครามการค้านี้ไปได้ หากเข้าใจความเสี่ยงและโอกาสของสินทรัพย์เหล่านี้อย่างแท้จริง 

Tags: bitcoinNikkei
ShareSendShareShareTweetSendShare
Previous Post

AION UT Global Debut ในประเทศไทยเป็นผู้นำแนวโน้มพลังงานใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Next Post

หมู่บ้านสู่โลก: ชุมชนไทยใช้เวที ESG ทั่วโลก

Related Posts

TransPak นำความเชี่ยวชาญด้านบรรจุภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์มาสู่ประเทศไทยด้วยโรงงานใหม่
ประชาสัมพันธ์

TransPak นำความเชี่ยวชาญด้านบรรจุภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์มาสู่ประเทศไทยด้วยโรงงานใหม่

by บรรณาธิการข่าวไทย
September 24, 2026
SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.2% ในปี 2026 และ 2.1% ในปี 2027
การธนาคาร

SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.2% ในปี 2026 และ 2.1% ในปี 2027

by Thai News ข่าวไทย
September 15, 2026

Subscribe notifications via Email

Enter your email address to subscribe and receive notifications of new posts by email.

SNN

  • Siam News Network
  • Thailand Business Directory
  • Thailand China News
  • Thailand PR News
  • ข่าวธุรกิจประเทศไทย
  • 泰国中国商业新闻
  • 泰国商业新闻

Business Pages

  • Thailand Business Visa requirements?
  • Thailand’s Regulations on Cryptocurrencies and Digital Assets
  • Exchange Control Regulations in Thailand
  • Personal Income Tax in Thailand
  • Foreign Business Act : Who are considered foreigners?
  • Investment in Thailand
    • Conversion and Transfer Policies
    • Dispute Settlement
    • Requirements and Incentives
  • About
  • Submit a Press Release
  • Advertising
  • Community Standards
  • Contact Us
  • Cookie Policy
  • Copyright and Usage
  • Disclaimer
  • Internships
  • Newsletter
  • Privacy Policy
  • Principles of Ethics and Journalism Standards
  • RSS Terms
  • Thai PR News
  • Terms of Use
  • English
  • ไทย
  • 中文 (中国)

© 2023 Thailand Business News

Welcome Back!

Sign In with Google
OR

Login to your account below

Forgotten Password?

Retrieve your password

Please enter your username or email address to reset your password.

Log In

Add New Playlist

No Result
View All Result
  • Asean
  • Banking
  • Business
  • China
  • Economics
  • Finance
  • Opinion
  • Tourism
  • Trade
  • English
  • 中文 (中国)

© 2023 Thailand Business News

This website uses cookies. By continuing to use this website you are giving consent to cookies being used. Visit our Privacy and Cookie Policy.