Thailand aims for net-zero greenhouse gas emissions by 2050, promoting renewable energy, electric vehicles, and efficient resource use while balancing sustainability, energy security, and affordability in policy development.
“ผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ โดยประกาศให้ไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปีพุทธศักราช 2593 (คริสต์ศักราช 2050) เพื่อรับมือกับการค้าระหว่างประเทศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ ในชุมชนและหน่วยงานของรัฐ การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและระบบขนส่งสาธารณะ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม”
อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี กล่าวคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี (วันที่ 29 กันยายน 2025 ณ รัฐสภา)
คำแถลงนโยบายของรัฐบาลดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยธุรกิจผลิตไฟฟ้าจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ไทยบรรลุเป้า Net zero 2050 เนื่องจากการผลิตไฟฟ้าเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับ 1 ของไทยในปี 2024 หรือคิดเป็นสัดส่วน 38% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ โดยบทความชิ้นนี้จะชวนสำรวจแนวทางที่ภาคการผลิตไฟฟ้าสามารถทำได้เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย Net zero 2050 โดยที่ไม่ทำลายสมดุล “Energy trilemma” หรือสามเหลี่ยมสมดุลทางพลังงาน
Energy trilemma คืออะไร ทำไมต้องให้ความสำคัญ?
Energy trilemma เป็นกรอบแนวคิดเกี่ยวกับการออกแบบนโยบายพลังงาน ที่ถูกนำมาใช้โดยผู้กำหนดนโยบายพลังงานทั่วโลก โดยแนวคิดนี้ กำหนดให้การออกแบบนโยบายพลังงานจะต้องรักษาสมดุลระหว่าง 1) ความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม (Sustainability) 2) ความมั่นคงด้านพลังงาน (Security) และ 3) ราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้ (Affordability) ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่การดำเนินนโยบายพลังงานให้ความสำคัญกับมิติใดมิติหนึ่งมากเกินไป ก็อาจจะทำให้สมดุลทั้ง 3 ด้านเสียหายและจะส่งผลเสียต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบพลังงาน ตัวอย่างเช่น หากผู้กำหนดนโยบายเน้นบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนหรือความมั่นคงเป็นหลัก โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบด้านต้นทุน ก็อาจจะทำให้ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นและส่งผลเสียต่อผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งในภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น ซึ่งในไทยเองก็ได้มีการนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้และมีการวัดผลเป็น Energy Trilemma Index (ETI)

