# เริ่มบริการเติมเชื้อเพลิงเอทานอลชีวภาพให้แก่เรือเดินทะเลเป็นประจำแล้วที่ท่าเรือซานโตส

- Link: https://www.thailand-business-news.com/th/pr-news/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9e
- Published: 2026-10-31T07:38:00+07:00
- Author: PR Newswire

_การก้าวสู่ระยะใหม่ของการดำเนินงานครั้งนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากปฏิบัติงานบุกเบิกที่
ดำเนินการไปเมื่อเดือนกรกฎาคม ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง __Copersucar, CMA CGM, Bunker
One, AGEO Terminais, Santos Brasil __และการท่าเรือซานโตส (__Santos Port Authority)
__ตอกย้ำศักยภาพของบราซิลในการมีส่วนร่วมลดการปล่อยคาร์บอนจากการขนส่งทางเรือระหว่าง
ประเทศ_

เซาเปาโล, 31 ตุลาคม 2569 /PRNewswire/ — Copersucar ผู้นำระดับโลกในภาคอุตสาหกรรมน้ำตาล
และเอทานอลชีวภาพ (Bioethanol), CMA CGM ผู้ประกอบการระดับโลกด้านโซลูชันการขนส่งทาง
ทะเล ทางบก ทางอากาศ และโลจิสติกส์, Bunker One ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Bunker Holding
Group จากประเทศเดนมาร์ก และเป็นผู้นำระดับโลกด้านการค้าซื้อขายเชื้อเพลิงสำหรับเรือ
เดินทะเล และการท่าเรือซานโตส (Santos Port Authority: APS) ประกาศเริ่มดำเนินการจัดหา
และเติมเชื้อเพลิงเอทานอลชีวภาพให้แก่เรือเดินทะเลเป็นประจำแล้วที่ท่าเรือซานโตส

 [⌊Agreement signing: from left, Giovani Grassi, CEO of CMA CGM Brazil; Tomás Manzano, President of Copesucar; and Flavio Ribeiro, CEO of Bunker One LatAm.⌉](https://mmx.prnasia.com/media/MS2024381/CEOs-da-CMA-GCM-Copersucar-e-Bunker-One-assinam-primeiro-contrato-do-mundo-d.jpg?id=OA3049616&p=medium600)

Agreement signing: from left, Giovani Grassi, CEO of CMA CGM Brazil; Tomás Manzano,
President of Copesucar; and Flavio Ribeiro, CEO of Bunker One LatAm.

การดำเนินงานครั้งแรกเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม โดยเป็นการเติมเชื้อ
เพลิงให้แก่เรือ CMA CGM IRON ซึ่งเป็นเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 13,000 TEU ซึ่ง
ติดตั้งเครื่องยนต์รุ่น Everllence-B&W G95ME-C10.5-LGIM ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เชื้อเพลิง
สามชนิด (tri-fuel engine) เครื่องแรกของโลกที่ได้รับการรับรองว่าสามารถใช้งานกับเอ
ทานอลชีวภาพได้

ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านจากประสบการณ์บุกเบิกในระยะแรก ไปสู่รูปแบบ
การจัดหาเอทานอลชีวภาพอย่างสม่ำเสมอเป็นระบบ ซึ่งทำให้ท่าเรือซานโตสและประเทศบราซิล
ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในศูนย์กลางชั้นนำด้านการเติมเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำให้แก่เรือเดิน
ทะเล โดยภายในสิ้นปีนี้ ยังมีแผนดำเนินการเติมเชื้อเพลิงเอทานอลชีวภาพให้แก่เรือของ
CMA CGM เพิ่มเติมอีกหลายครั้ง โดย Copersucar จะเป็นผู้จัดหาเชื้อเพลิงดังกล่าว

"หลังจากปฏิบัติการครั้งแรกที่ดำเนินการไปเมื่อเดือนกรกฎาคม ขณะนี้เรากำลังก้าวเข้า
สู่ระยะใหม่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสามารถนำเอทานอลชีวภาพมาใช้ในปฏิบัติการเดินเรือได้อย่าง
ปลอดภัย เชื่อถือได้ และรองรับการใช้งานในระดับเชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มรูปแบบ โครงการ
ริเริ่มนี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ CMA CGM ในการเร่งผลักดันการนำโซลูชันที่ช่วยลดการ
ปล่อยคาร์บอนมาใช้ให้แพร่หลายยิ่งขึ้น ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศพลังงานรูปแบบ
ใหม่ให้แก่ภาคการขนส่งทางทะเล" Giovani Grassi ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ CMA CGM 
Brazil กล่าว

ทั้งนี้ เอทานอลชีวภาพที่ Copersucar จัดหาให้นั้น มาจากห่วงโซ่การผลิตที่มีความมั่นคง
และผ่านการรับรองแล้ว โดยการเพาะปลูกอ้อยส่วนใหญ่เป็นการขยายพื้นที่เพาะปลูกเข้าไปใน
พื้นที่ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ที่เสื่อมโทรม ขณะที่โครงการ RenovaBio ได้กำหนดหลักเกณฑ์
ด้านความยั่งยืนและการห้ามตัดไม้ทำลายป่าไว้อย่างเข้มงวด

โอกาสทางการตลาดยังยิ่งตอกย้ำศักยภาพของโครงการริเริ่มนี้ ด้วยความต้องการเชื้อเพลิง
สำหรับเรือเดินทะเลทั่วโลกที่มีปริมาณมากกว่า 2.7 แสนล้านลิตรต่อปี โดยเมื่อพิจารณา
จากปริมาณพลังงานที่เทียบเท่ากันของเชื้อเพลิงแต่ละประเภท การทดแทนเชื้อเพลิงที่ใช้
กันอยู่ในปัจจุบันเพียง 10% ก็อาจสร้างโอกาสทางการตลาดเพิ่มเติมให้แก่เอทานอลชีวภาพ
ได้ถึงประมาณ 5 หมื่นล้านลิตรต่อปี

"โครงการริเริ่มนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของทั้งอุตสาหกรรมเอทานอลชีวภาพและภาคการขนส่ง
ทางทะเล เนื่องจากเป็นการสร้างเส้นทางสีเขียว (Green Corridor) แห่งแรกของโลกสำหรับ
การเติมเชื้อเพลิงเอทานอลชีวภาพให้แก่เรือเดินทะเล และเปิดตลาดปลายทางแห่งใหม่ในระดับ
โลกสำหรับเชื้อเพลิงชนิดนี้ และด้วยโครงการริเริ่มนี้ Copersucar กำลังทำให้สามารถนำ
เอทานอลชีวภาพมาใช้ในการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ได้อย่างต่อเนื่องเป็นประจำ โดยเชื่อมโยง
ศักยภาพการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ของบราซิลเข้ากับความต้องการในระดับ
นานาชาติที่มุ่งลดการปล่อยคาร์บอน นี่คือจุดเริ่มต้นของแนวทางการเติบโตใหม่สำหรับอุตสาหกรรม
นี้ ด้วยโซลูชันพลังงานหมุนเวียนที่มีความพร้อมทั้งในด้านปริมาณการผลิต ความสามารถขยาย
กำลังการผลิต และความสามารถในการแข่งขันอยู่แล้ว ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นต่อการผลัก
ดันการนำเชื้อเพลิงชนิดนี้มาใช้ในการขนส่งทางทะเล" Tomás Manzano ประธานของ Copersucar
กล่าว

การดำเนินงานเติมเชื้อเพลิงให้แก่เรือเดินทะเลต้องอาศัยความร่วมมือและการประสานงานระหว่าง
พันธมิตรหลายฝ่าย เพื่อเชื่อมโยงทุกขั้นตอนตั้งแต่การผลิตเชื้อเพลิง การขนส่ง การจัด
เก็บ ไปจนถึงการเติมเชื้อเพลิงให้เรือ ทั้งนี้ เอทานอลชีวภาพที่ผลิตจากโรงงานแปรรูป
อ้อยซึ่งเป็นพันธมิตรกับ Copersucar จะถูกจัดหาและขนส่งมายังท่าเรือซานโตสโดย Evolua
Etanol ซึ่งเป็นบริษัทหนึ่งในเครือข่ายธุรกิจของ Copersucar จากนั้น AGEO Terminais
จะเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดเก็บเชื้อเพลิงดังกล่าว โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์นี้
ช่วยให้สามารถจัดเตรียมเชื้อเพลิงชีวภาพไว้สำหรับเติมให้แก่เรือเดินทะเลได้

ในขั้นตอนการเติมเชื้อเพลิง ซึ่งดำเนินการที่ท่าเทียบเรือของ Santos Brasil นั้น Bunker
One ได้พัฒนาระเบียบปฏิบัติที่ถือเป็นนวัตกรรมระดับบุกเบิกสำหรับภูมิภาคลาตินอเมริกา
หลังจากใช้เวลาหลายเดือนในการศึกษาวิเคราะห์และฝึกอบรมทีมงานผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ โดย
คำนึงถึงคุณสมบัติของเชื้อเพลิงชนิดนี้ที่มีจุดวาบไฟต่ำเป็นพิเศษ

Antônio Carlos Sepúlveda ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Santos Brasil ให้ความเห็นว่า
การเปิดพื้นที่ให้มีการดำเนินงานลักษณะนี้ที่ท่าเทียบเรือ Tecon Santos เป็นการตอกย้ำ
ความมุ่งมั่นของบริษัทต่อการพัฒนาด้านโลจิสติกส์ของบราซิลอย่างยั่งยืน "เราทุ่มเททำงาน
อย่างหนักมาโดยตลอดเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการดำเนินงานของบริษัท รวมถึงจากกิจกรรม
ต่าง ๆ ของลูกค้าของเรา การมีส่วนร่วมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในภาคการขนส่ง
ทางทะเลก็เป็นส่วนหนึ่งของวาระการดำเนินงานนี้เช่นกัน" เขากล่าว

"บราซิลตระหนักถึงศักยภาพของเอทานอลชีวภาพมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว และขณะนี้ เรากำลัง
นำประสบการณ์ดังกล่าวไปสู่ภาคการขนส่งทางเรือระหว่างประเทศ โดยผสานศักยภาพการผลิตของ
บราซิลเข้ากับความเชี่ยวชาญและเครือข่ายการดำเนินงานระดับโลกของ Bunker One การเป็น
ผู้นำโครงการริเริ่มนี้ทำให้ท่าเรือซานโตสกำลังก้าวขึ้นมาเป็นจุดหมายปลายทางเชิงยุทธศาสตร์
สำหรับเจ้าของเรือที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงาน ขณะที่ตลาดแห่ง
อื่น ๆ ยังคงอยู่ระหว่างการพัฒนากฎระเบียบเพื่อรองรับการเติมเชื้อเพลิงประเภทนี้ให้
เรือเดินทะเล" Flavio Ribeiro ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Bunker One LatAm กล่าว

Anderson Pomini ประธานการท่าเรือซานโตส กล่าวว่า "การท่าเรือฯ และพันธมิตรทุกฝ่ายที่
เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการครั้งนี้ได้ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ให้แก่อุตสาหกรรมการเดิน
เรือและการค้าทางทะเลระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีบทบาทรองรับการค้าระหว่างประเทศ
มากกว่า 90% ของโลก ด้วยการเป็นผู้บุกเบิกการเติมเชื้อเพลิงเอทานอลชีวภาพให้แก่เรือ
เดินทะเล นี่คือก้าวสำคัญที่กำหนดทิศทางไปสู่ยุคใหม่ของการพัฒนาอย่างยั่งยืน เรารู้สึก
ยินดีและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่สามารถบรรลุความสำเร็จครั้งสำคัญนี้ได้"

แนวโน้มการเติบโตของตลาดนี้ยังเชื่อมโยงกับพัฒนาการของกองเรือเดินทะเลทั่วโลกด้วย โดย
ข้อมูลจาก Det Norske Veritas (DNV) ระบุว่า ปัจจุบันมีเรือจำนวน 159 ลำที่ใช้งานเครื่องยนต์
ซึ่งรองรับการใช้เมทานอลแล้ว และยังสามารถใช้เอทานอลชีวภาพได้เช่นกัน นอกจากนี้ คาด
ว่าจะมีเรือใหม่อีกมากกว่า 450 ลำที่ติดตั้งเทคโนโลยีดังกล่าวทยอยส่งมอบภายในปี 2573
ซึ่งจะช่วยขยายตลาดเอทานอลชีวภาพที่เปี่ยมด้วยศักยภาพให้เติบโตได้อย่างรวดเร็ว

---

  |  This article was produced by Cision PR Newswire, our trusted news partner. The views expressed and the content presented here are solely those of the author and may not fully reflect the opinions of Thailand Business News. |

---

 
**Read the original article :** [เริ่มบริการเติมเชื้อเพลิงเอทานอลชีวภาพให้แก่เรือเดินทะเลเป็นประจำแล้วที่ท่าเรือซานโตส ](http://www.prnasia.com/asia-story/archive/5085571_TH85571_10?rand=184834)
