สงครามตะวันออกกลางสร้างความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลต่อการผลิตสูงขึ้นและอุปทานชะลอ ธุรกิจต้องปรับศักยภาพสู่ความยืดหยุ่นเพื่อรักษาต่อเนื่องในการผลิตและจัดส่งสินค้า.เนื้อหาหลัก:
- กลยุทธ์ใหม่คือการผสมผสาน Just-in-Time กับ Just-in-Case เพื่อความยืดหยุ่นในการบริหารสต็อก
- สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจโลก โดยเพิ่มต้นทุน ลดความเสถียรของห่วงโซ่อุปทาน และทำให้การผลิตชะลอตัว
- อุตสาหกรรมสำคัญในไทย (พลังงาน, ปิโตรเคมี, ยานยนต์, อิเล็กทรอนิกส์, เกษตร) ที่พึ่งพาทรัพยากรต่างประเทศและตลาดส่งออกสูงต้องปรับตัว
- โมเดล Just-in-Time ที่เคยประสบความสำเร็จในยุคความเสถียร กำลังกลายเป็นอ่อนแอเมื่อเผชิญกับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
สงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่ประสบความท้าทายจากค่าขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้นและปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ หลายประเทศเห็นกิจกรรมการผลิตที่ชะลอตัวไม่ใช่เพราะความต้องการลดลง แต่เกิดจากปัญหาด้านอุปทานที่ขัดข้อง สถานการณ์นี้ทำให้ธุรกิจไทยในพื้นที่ EEC ต้องเผชิญความไม่แน่นอนในตลาดโลก ค่าต้นทุนและความเสี่ยงต่อการส่งมอบสินค้าสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
เพื่อให้การผลิตและการส่งมอบต่อเนื่องในช่วงวิกฤติ ธุรกิจควรปรับปรุงโมเดลการดำเนินงานจาก Just-in-Time เป็น Just-in-Case โดยมุ่งหาแนวทางการบริหารสต็อกที่ยืดหยุ่น การสร้าง Safety stock และการกระจายแหล่งจัดซื้อต่างประเทศ เป็นสิ่งสำคัญในการบริหารความเสี่ยง
บทเรียนจากบริษัทอย่าง Toyota แสดงให้เห็นว่า การเตรียมต่อการขัดข้องในซัพพลายเชนช่วยรักษาความต่อเนื่องในการผลิต ไม่นำไปสู่วิธีการที่ไม่มีประสิทธิภาพมากนัก ธุรกิจที่สร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นจะสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ในอนาคต ความสามารถในการจัดส่งสินค้าต่อเนื่องจะเป็นกุญแจสำคัญในการแข่งขันทางธุรกิจ.


